Toxic workplace environment
Toxic workplace environment
เรื่องราว / Story
เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้เปลี่ยนงานจากที่ๆผมเคยทำมาแล้วประมาณ 2-3 ปี ไปอีกที่นึงที่ห่างออกไปจากตัวเมือง ต้องบอกว่า การย้ายงานครั้งนี้ ไม่ได้มีปัญหากับที่ทำงานหรือค่าจ้างไม่สมเหตุสมผลหรืออย่างใด แต่เพื่อที่จะหา วีซ่าต่อเมื่อ วีซ่าที่ถือเมื่อตอนนั้น เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว การเริ่มงานที่ใหม่ทำให้ผมค่อนข้างประหม่ามากพอสมควร เพราะจากที่เราเคยทำงานมาในที่ๆทำงานมักมีคนไทยทำงานอยู่ด้วยบางส่วน แต่งานใหม่ที่ทำนั้น เป็นสังคมของ multicultural อย่างแท้จริง การสื่อสารของเราอาจจะไม่ได้เข้าใจในทุกบริบท ในการทำงาน 6เดือนแรก ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้อย่างราบรื่น มีการ orientation and training อย่างดี แต่ด้วยความที่เขาคาดหวังจากตัวเราให้เรียนรู้งานไว มันก็เลยจะเป็นการ pressure เราไปด้วยในตัว ช่วงแรกเราจึง focus ไปที่การทำงานซะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสนใจคนรอบข้างมากว่าเขาจะพูดยังไงหรือพูดอะไร ก็จะทำงานอย่างเดียว สื่อสารเท่าที่จำเป็น ทำให้ถูกเท่าที่เขาสอนมา และแล้วก็เข้าสู่เดือนที่ 7 ในตอนนั้น เราเริ่มมันใจแล้วว่า ทุกอย่างที่ทำงานมันเข้ามือเราหมดแล้ว ภาษาก็พัฒนาขึ้นมาอีกระดับนึง พูด ฟัง เข้าใจ สื่อสารได้ เราก็รู้เริ่ม relax มากขึ้น พอเราไม่ได้ไป focus กับงานอย่างเดียวแบบตอนแรก คราวนี้ เราก็เริ่มได้ยินแล้วว่า คนในที่ทำงานพูดอะไรกัน อย่างเช่น คนนั้นพูดถึงคนนี้ คนนี้พูดถึงคนนั้น คนโน้นพูดถึงเรา โอโหหห มันขนาดนี้เลย ในใจเราก็คิด นี่ตลอดครึ่งปีเราโดนด่า นินทา ไปแล้วกี่รอบนับไม่ถ้วนแน่นอน แต่ไม่เป็นไร เอาจริงไม่ได้ถือสา อะไรมากเรื่องนั้น Nobody is perfect มันจะต้องมีเรื่องให้ complain กันบางละ แถมเราก็ใหม่อีก ทำผิดทำไรก็ต้องโดน แต่ประเด็นที่ทำให้เราปวดหัวมันอยู่ตรงที่ พวกเขามีการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจน(อาจจะเรียกว่า การเมืองในที่ทำงานก็ได้) เป็น2ฝั่ง ที่จำนวนของสองฝั่งเท่ากันด้วยนะ ซึ่งเราเด็กใหม่ประสบการณ์ที่นี่ยังน้อยอยู่ ขออยู่ตรงกลาง ซึ่งไอ้ความที่เราอยู่ตรงกลางนี่ละ แย่สุด เพราะ ฝั่งซ้ายก็จะกรอกหูเราว่า เนี่ยฝั่งนั้นนะพูดอย่างงี้ อย่างงั้น แบบนั้น ทำแบบนั้น ทำอย่างงั้นไม่ได้นะ ส่วนอีกฝั่งก็จะหาโอกาสมา discredit อีกฝั่งว่าเขาทำอย่างโน้น ว่าเราอย่างงี้ ทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นไรที่ Toxic มากๆ เราอยู่ในสถานการณ์ที่ ไม่อยากเลือกฝั่ง พยายามไม่รับฟังแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะต้องทำงานร่วมกับคนของทั้งสองฝ่าย บางครั้ง มีเรา คนฝั่งซ้าย คนฝั่งขวา ทำงานด้วยกันใน shift work เดียวกัน มันก็อึดอัด ลองคุยกับ manager ก็เหมือนจะรับฟังปัญหาแต่ไม่ถูกแก้ไข เราว่า manager เขารู้ปัญหาเป็นยังไงแต่การแก้ปัญหาคน มันยากเกินไปบางที นั่นละ บางที่เราพยายามจะเป็นคนกลาง แต่มันก็ลำบากใจ บางที่เราพยายามไม่ยุ่ง เขาก็อุส่าดึงเราเข้าไปอยู่ในสนามลบทางอารมณ์ของเราอีก ปวดหัวจริงๆยอมรับเลย ปัญหาคนนี่ยากกว่าปัญหางาน เรื่องนี้ก็อยากจะแชร์ ให้อ่านเป็นกำลังใจ ให้คนที่กำลังเจอเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน ว่าคุณไม่ได้เจอแบบนี้คนเดียวครับ สู้ครับถึงชีวิตจะสู้กลับก็ตาม
สิ่งที่ได้เรียนรู้ / Takeaway
การแก้ไขปัญหา อาจจะต้องเริ่ม จากการคุยกับคนที่อยู่สูงกว่าเรา อาจจะเป็น supervisor หรือ manager
ว่ามันมีปัญหาแบบนี้ อยากให้ช่วยแก้ไข
- แล้วต่อไปอาจจะต้องถามตัวเองว่า เราเองคนที่อยู่ในสถานการณ์นี้ ยังโอเครหรือเปล่า?
- ถ้าโอเค ก็ต้องยอมรับแล้ว เดินต่อไป ทำงานต่อ ปรับโฟกัสไปที่งานมากขึ้น รับฟังเสียงรอบข้างน้อยลง เพื่อไม่ทำให้ mental health เราแย่ลง
- แต่ถ้า.. ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องไปครับ เราเปลี่ยนคนไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนงานได้ครับ เอาจริงๆ ยื้อทำงานต่อไปอาจจะมีแต่แย่ลงครับ เราอาจจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ทุกวันไปเรื่อยๆ save ตัวเองดีกว่าครับ ผมเข้าใจว่าหลายๆที่มีเหตุการณ์แบบนี้ แต่ที่ๆทำให้เราทำงานแล้วทำให้สุขภาพจิตเราไม่เสียก็มีครับ เราเอาตัวไปอยู่ตรงนั้นดีกว่าครับ
ขอบคุณครับ
ว่ามันมีปัญหาแบบนี้ อยากให้ช่วยแก้ไข
- แล้วต่อไปอาจจะต้องถามตัวเองว่า เราเองคนที่อยู่ในสถานการณ์นี้ ยังโอเครหรือเปล่า?
- ถ้าโอเค ก็ต้องยอมรับแล้ว เดินต่อไป ทำงานต่อ ปรับโฟกัสไปที่งานมากขึ้น รับฟังเสียงรอบข้างน้อยลง เพื่อไม่ทำให้ mental health เราแย่ลง
- แต่ถ้า.. ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องไปครับ เราเปลี่ยนคนไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนงานได้ครับ เอาจริงๆ ยื้อทำงานต่อไปอาจจะมีแต่แย่ลงครับ เราอาจจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ทุกวันไปเรื่อยๆ save ตัวเองดีกว่าครับ ผมเข้าใจว่าหลายๆที่มีเหตุการณ์แบบนี้ แต่ที่ๆทำให้เราทำงานแล้วทำให้สุขภาพจิตเราไม่เสียก็มีครับ เราเอาตัวไปอยู่ตรงนั้นดีกว่าครับ
ขอบคุณครับ
In English
Toxic workplace environment
Late last year, I changed jobs from a place I'd worked at for two or three years to another further out from the city — not because of any problem, but to secure a further visa, since the visa I held didn't have much time left. The new job made me nervous, because at previous places there were usually some Thai people around, but this was a truly multicultural environment. For the first six months everything seemed to go smoothly, with good orientation and training, though the pressure to learn quickly was real. So at first I mostly focused on the work, not paying attention to what people around me said. Then came the seventh month. By then I felt confident and my language had improved, so I began to relax more — and started to hear what people at work were saying about each other, and about me. It was that bad. But honestly I didn't take it too much to heart. The thing that really gave me a headache was that they were clearly split into two factions (workplace politics). As the new person, I wanted to stay in the middle, but being in the middle was the worst, because each side would fill my ears about the other. It was extremely toxic. I tried talking to the manager, who seemed to listen but never fixed it. People problems are harder than work problems. I wanted to share this as encouragement for anyone going through something similar — you're not the only one. Keep fighting, even when life fights back.
Takeaway: Solving the problem may have to start with talking to someone above you — a supervisor or manager — to say there's this kind of problem and you'd like help fixing it. Then ask yourself whether you're still okay. If you're okay, accept it and carry on: keep working, focus more on the work, and listen less to the voices around you so your mental health doesn't get worse. But if you can't take it anymore, then you have to go. We can't change people, but we can change jobs. There are workplaces that let you work without wrecking your mental health — better to take yourself there.
⚠️ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวจากสมาชิกชุมชน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย การเงิน หรือการย้ายถิ่นฐาน
กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ